สุดยอดสถานที่เที่ยวในฝัน ท่องแถบสแกนดิเนเวีย ปักหมุด 40 จุดที่ต้องไปให้ได้

Last updated: Mar 20, 2020  |  307 จำนวนผู้เข้าชม  |  เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์

สุดยอดสถานที่เที่ยวในฝัน ท่องแถบสแกนดิเนเวีย ปักหมุด 40 จุดที่ต้องไปให้ได้

สุที่ที่ฝั ท่ดิวี ปัมุ 40 จุที่ต้ห้ด้ 
SCANDINAVIA ฟิด์ ร์ร์ย์ วี
 
 
ประเทศฟินแลนด์
 
 
 
1. กรุงเฮลซิงกิ
 
 
กรุงเฮลซึงกิ ประเทศฟินแลนด์ นั้นมีประวัติยาวนานถูกตั้งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐฟินแลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1812 เคยอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศรัสเซียนั่นทำให้เมืองเฮลซึงกิเป็นเมืองที่มีวัฒธรรมผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ด้วยประเทศที่อยู่ใกล้ทะเลบอลติกและมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม จึงได้รับฉายานามว่า “ธิดาแห่งทะเลบอลติก”
 
 
2. ซเนท สแควร์
(Senate Square)
 
 
 ซเนท สแควร์ ประเทศฟินแลนด์ เป็นจตุรัสกลางเมืองที่มักจะไว้ใช้จัดกิจกรรมและงานใหญ่ๆของเมือง จตุรัสแห่งนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่แสดงออกถึงสถาปัตยกรรมแบบยุโรปคลาสิค ทั้งยังมีอนุเสาวรีย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ตั้งอยู่อีกด้วย หากเดินขึ้นไปหน่อยถัดจากตรงรูปปั้นนั้นเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเฮลซึงกิหรือในอดีตเคยใช้ชื่อว่าโบสถ์นิโคลัส ซึ่งมีความสวยงามสง่าด้วยความที่เป็นมหาวิหารเป็นสีขาวทั้งหมดมีเพียงโดมที่เป็นสีเขียวเด่นสดุดตา
 
 
 3. โบสถ์อุสเปนกี้
 
โบสถ์อุสเพน็สกี้ ประเทศฟินแลนด์ เป็นโบสถ์นิกายออร์โธด็อกซ์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวรัสเซียนามว่า Alexey Gornostaev นั้นมีความสำคัญซึ่งเป็นสถานที่ที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมของฟินแลนด์และรัสเซียในสมัยก่อตัวโบสถ์นั้นเป็นสีน้ำตาลด้วยความที่สร้างด้วยอิฐแดงและมียอดโดมหรือหลังขาเป็นสีเขียวถือว่าเป็นโบถส์ที่สวยงามอีกโบถส์หนึ่งเลยค่ะ
 
4. เมืองอิวาโล่
 
เมืองอิวาโล่ เป็นเมืองหนึ่งในเขตตอนเหนือของฟินแลนด์ ส่วนใหญ่มักเป็นจุดที่นั่งท่องเที่ยวบินไปลงเพื่อทั้งยังเป็นสนามบินที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศอีกด้วย
 
 
5. เมืองโรวาเนียมี่
 

เมืองโรวาเนียมี่ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตแลปแลนด์ตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์เช่นกัน ซึ่งอยู่บนเส้นอาร์คติก เซอร์เคิล (Archtic Circle) เมืองนี้จึงมีอากาศที่หนาวเย็นมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 4 ถึง -8 องศา และเคยมีอุณหภูมิต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียสมาเเล้ว ซึ่งเมืองนี้ขึ้นชื่อในการดูแสงเหนือมากค่ะ เเละยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญในระดับตำนาน ที่เด็กๆ ทั่วโลกต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าที่นี่คือบ้านของ ”ซานตาคลอส” นั่นเองค่ะ
 
 
6. หมู่บ้านซานตาครอส
SANTA CLAUS VILLAGE
 

หมู่บ้านซานตาครอส ประเทศฟินแลนด์ หรือที่เขาเรียกกันว่า The Official Homtown of Santa Claus ตั้งยู่ที่เมืองโรวาเนียมี่ ที่นี่ถือว่าเป็นบ้านของลุงซานต้าแบบจริงๆเลยค่ะ เพราะลุงซานต้าไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้นะคะ กว่าจะมาเป็นซานต้าคลอสขวัญใจเด็กๆได้นั้นลุงซานต้าจะต้องมีการฝึกอบรมและสอบเป็นซานต้าคลอสอย่างเป็นจริงเป็นจังเลยค่ะ งานหลักๆของลุงซานต้าเลยคือการพูดคุยกับเด็กๆ ยิ่งในช่วงวันคริสมาสต์มักจะมีจดหมายที่มาจากเด็กๆเยอะแยะมากมายค่ะ ความเก๋ของลุงซานต้าอีกอย่างนึงคือในหมู่บ้านนี้ลุงซานต้ามีออฟฟิศเป็นของตนเองด้วยนะคะ และใครมาถือว่าพลาดไม่ได้เลยค่ะที่จะต้องถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆค่ะ อีกจุดที่น่าสนใจของหมู่บ้านนี้คือภายในหมู่บ้านมีร้านอาหารและบาร์น้ำแข็ง (Laplandia Ice Bar) ด้วยค่ะ ร้านอาหารจะเป็นคล้ายๆบ้านกระท่อมเรียงยาวยิ่งช่วงคริสมาสต์ประดับไฟแล้วจะสว่างไสวสวยมากๆค่ะ และยังมีพิพิธภัณฑ์น่ารักๆที่มีของเล่นจิ๋วๆอยู๋ในนั้นให้ได้ชมกันค่ะ กิจกรรมที่เด็กๆและครอบครัวมากันนอกจากพบปะลุงซานต้าแล้ะว อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดเลยคือการนั่งฮัสกี้ลากเลื่อนและกวางเรนเดียร์ลากเลื่อน หรือขับสโนวโมบิลก็เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ค่ะ
 
 
 7. โบสถ์เทมเปลิโอคิโอ
 

โบสถ์เทมเปลิโอคิโอ ประเทศฟินแลนด์ โบสถ์แห่งความรัก หรือที่รู้จักกันว่า โบสถ์หิน (Rock Church) สร้างขึ้นเมื่อปี 2511 เป็นโบสถ์ที่ดูแปลกตามากค่ะ เพราะถ้ามองจากภายนอกแล้วอาจจะดูไม่เหมือนโบสถ์สักเท่าไหร่ ออกแบบโดย Timo และ Tuomo Suomalainen เป็นสถาปนิกพี่น้องชาวฟินแลนด์ และโบสถ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการในปี 1969 ค่ะ พอได้เข้ามาภายในโบสถ์จะรู้สึกถึงความสวยงามตั้งแต่กำแพงที่สร้างด้วยหินเหมือนธรรมชาติ จนถึงหลังคาที่ประดับด้วยลวดทองแดง นำมาขดเป็นวงกลมใหญ่ สวยงามสะดุดตา ลักษณะของโดมคล้ายกับท้องฟ้าจำลองเลยค่ะ มีช่องด้านบนโปร่งแสงเพื่อให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาได้ นักท่องเที่ยวเชื่อกันว่า ใครที่มาจุดเทียนอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องความรักก็จะสมหวังในสิ่งที่อธิษฐานทุกประการ จึงทำให้คนส่วนใหญ่เดินทางมาจัดพิธีแต่งงานกันที่นี่ เพราะว่ากันว่าคู่รักที่มาแต่งงานที่โบสถ์แห่งนี้จะได้ครองรักกันยืนยาวค่ะ
 
 
 8. อนุสาวรีย์ซิเบลิอุส
 
อนุสาวรีย์ซิเบลิอุส ประเทศฟินแลนด์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ Jean Sibelius นักประพันธ์เพลงคลาสสิกชื่อดังชาวฟินแลนด์ ผู้แต่งเพลงปลุกใจชาวฟินแลนด์ให้ต่อต้านเรียกร้องเอกราชจากรัสเซีย อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ออกแบบโดย Eila Hiltunen เป็นการสร้างโดยนำเอาแท่งเหล็กจำนวน 600 แท่ง มาเชื่อมเป็นรูปร่างของออร์แกนยักษ์ที่มีความสูงกว่า 80 เมตร หนักถึง 24 ตัน ตั้งโดดเด่นอยู่กลางแจ้งที่สวนซิเบลิอุสเป็นที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมและถ่ายรูป และถัดไปอีกก็ยังมีรูปหน้าเหมือนนักประพันธ์เพลงที่ทำจากเหล็ก ด้วยฝีมือความปราณีตที่งดงามค่ะ
 
 
9. เมืองเคมิ 
เมืองเคมิ ประเทศฟินแลนด์ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของแลปแลนด์และมีชื่อเสียงมาก ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าวบอธเนีย (Bothnia) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลบอลติก เมืองนี้มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 22,000 กว่าคนเท่านั้นค่ะ นอกจากนี้เมืองเคมิก็ยังมีการจัดเทศกาลประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมนั่นก็คือ ปราสาทหิมะ (Snow Castle) และยังเป็นที่ประจำการของเรือตัดน้ำแข็งอย่าง Sampo Ice Breaker อีกด้วยค่ะ
 
  
10. เรือตัดน้ำแข็ง
SAMPO ICE BREAKER
 

เรือตัดน้ำแข็ง SAMPO ICE BREAKER ประเทศฟินแลนด์ เป็นเรือที่โด่งที่สุดในโลก ซึ่งในอดีตเคยเป็นเรือตัดน้ำแข็งของรัฐบาลฟินแลนด์ แต่หลังจากถูกปลดประจำการแล้ว ก็ได้มีการนำมาใช้ในการท่องเที่ยว ขนาดของเรือมีความยาวประมาณ 75  เมตร และมีน้ำหนักถึง 3,500 ตัน เลยทีเดียว สร้างขึ้นในปี 1961 และยังเป็นเรือทลายน้ำแข็งที่บดทลายมากว่า 30 ปี ในเขตอาร์ติก นอกจากนี้เราก็จะลงไปว่ายน้ำทะเล Ice Swimming เป็นน้ำทะเลที่หนาวเย็นและล้อมรอบไปด้วยน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิที่ติดลบกว่า 20 องศาเซลเซียส โดยจะมีชุดชูชีพพิเศษให้สวมใส่นั่นก็คือ A water right  thermal ชุดสีส้มๆที่เราคุ้นตาซึ่งป้องกันความหนาวเย็นได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งภายในเรือยังเปิดให้ได้เข้าชมห้องเครื่องยนต์ต่างๆ เช่น ห้องวิศวกรเครื่องยนต์ ห้องวิศวกรไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งถ้าได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ
  
 
11. ปราสาทน้ำแข็ง
SNOW CASTLE
 

ปราสาทน้ำแข็ง ประเทศฟินแลนด์ นั้นตั้งอยู่ในเมืองเคมิ เป็นปราสาทที่สร้างจากการเจาะและแกะสลักน้ำแข็งอย่างปราณีตสวยงาม ในพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร เป็นงานประติกรรมน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วยค่ะ และที่นี่ก็เป็นที่เที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่มีความสวยงามเเปลกตาน่าเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่งค่ะ  ซึ่งภายในของ Snow Castle ประกอบไปด้วย สโนว์เรสเตอรอง (Snow Restaurant) เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ล้วนทำจากน้ำแข็งค่ะ สโนว์โฮเทล (Snow Hotel) ห้องพัก ที่เตียงนั้นก็ทำขึ้นจากน้ำแข็งเช่นกันค่ะ และตามผนังก็มีการแกะสลักอย่างสวยงาม รวมถึงสโนว์แชปเพล (Snow Chapel) หรือโบสถ์น้ำแข็งมีไว้รองรับคู่รักที่ต้องการจัดงานแต่งงานที่ดูเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครอีกด้วยค่ะ
 
 
12. ฮัสกี้ฟาร์ม
 
 ที่ฮัสกี้ฟาร์ม ประเทศฟินแลนด์ เขามีวิถีชีวิตโดยใช้เลื่อนเทียมสุนัขฮัสกี้ ซึ่งเป็นพาหนะที่สำคัญสำหรับพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหรือหิมะใช้ในการลากเลื่อน บรรทุกสิ่งของ และสุนัขลากเลื่อนถือว่าเป็นกีฬาที่นิยมแข่งกันกันเป็นอย่างมากเช่นกันโดยการแข่งขันจะจัดขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยจะใช้สุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ หรืออาจจะใช้สายพันธุ์อาลาสกันฮัสกี้ แต่ส่วนใหญ่ใช้สายพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ เพราะวิ่งได้เร็วกว่าสายพันธุ์สุนัขอื่นๆ อาจเป็นเพราะฮัสกี้มีน้ำหนักตัวที่เบา มีคล่องแคล่วว่องไว แข็งแรง  และทนต่อความหนาวเย็น ทำให้สามารถลากเลื่อนด้วยความเร็วเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ได้ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา ปัจจุบันสุนัขลากเลื่อนยังเป็นกีฬายอดนิยม โดยมีผู้บังคับการลากเลื่อนของสุนัข ที่เรียกว่า มัชเชอร์ (MUSHER)  โดยกิจกรรมนี้จะจัดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ถึงปลายเดือนเมษายนของทุกปี 
 
 
13. ฟาร์มกวางเรนเดียร์
 

ฟาร์มกวางเรนเดียร์ ประเทศฟินแลนด์ หรือฟาร์มกวาง คารีบู กวางเรนเดียร์ที่นี่มีขนาดตัวที่ใหญ่มากค่ะ และฟาร์มแห่งนี้ยังยึดการเลี้ยงกวางในแบบดั้งเดิม ให้อยู่ตามธรรมชาติ ซี่งชาวแลปแลนด์นิยมเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานสำหรับลากเลื่อน และจะได้สัมผัสกับความน่ารักของกวางเรนเดียร์ แต่ถ้ามาถึงฟาร์มแล้วก็ต้องลอง “นั่งเลื่อนกวางเรนเดียร์” (Reindeer Sleigh) ซึ่งเป็นไฮไลต์ของที่นี่เลยค่ะ โดยจะให้กวางลากเลื่อนไม้ไปตามพื้นหิมะ และจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเพื่อไม่ให้กวางออกนอกเส้นทาง  นอกจากนี้ภายในฟาร์มยังมีห้องรับรองที่มีอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการ มีชุดพื้นเมืองให้ลองสวมถ่ายรูปเก๋ๆ และสินค้าพื้นเมืองไว้ให้เลือกซื้อเพื่อเป็นของที่ระลึกอีกด้วยค่ะ
 
 
 14. สโนว์โมบิล
 

สโนว์โมบิล ประเทศฟินแลนด์ เมื่อถึงฤดูหนาวทะเลสาบก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง นับว่าเป็นสวรรค์ของคนที่ชื่นชอบในการขับสโนว์โมบิลท่ามกลางหิมะ ความสนุกของ สโนว์โมบิล คือความเร็ว ความคล่องตัว  เหมือนกับขับเจ็ทสกี แต่จะสนุกและมันกว่าเพราะขับบนหิมะถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากค่ะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่อาศัยในแถบขั้วโลก ก็จะใช้สโนว์โมบิลเป็นยานพาหนะในการเดินทาง เพราะสามารถขับขี่ได้เร็ว และคล่องตัวมากกว่ายานพาหนะอื่นๆค่ะ  สำหรับผู้ที่ขับสโนว์โมบิลเป็นครั้งแรกไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิธีขับเจ้าสโนว์โมบิลให้กับเราค่ะ
 
15. โรงแรมกระจก IGLOO
 

โรงแรมกระจกอิกลู IGLOO ประเทศฟินแลนด์ เป็นโรงแรมที่มีเอกลักษณ์พิเศษที่ชวนดึงดูดสายตาที่สุดที่ใครเห็นจะต้องหลงใหลนั้นก็คือ เพดานกระจกใสที่สวยงาม และยิ่งมีหิมะมาปกคลุมด้วยแล้วจะยิ่งสวยงามน่าดึงดูดมากกว่าเดิมอีกค่ะ ที่พักที่นี่เลียนแบบมาจากบ้านของชาวเอสกิโม ที่ทำจากหิมะ แต่ที่นี่ทำจากกระจกเพื่อเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้น ภายในห้องถ้าเปิดไฟ กระจกจะสะท้อนตัวเราเอง เราต้องปิดไฟถึงจะเห็นวิวภายนอก แม้ว่าข้างนอกจะอุณหภูมิติดลบ แต่อุณหภูมิข้างในประมาณ 20 องศา อากาศกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไปค่ะ ในช่วงที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าโปร่งใสนั้น ยังสามารถเห็นปรากฏการณ์ของแสงเหนือตามธรรมชาติได้อีกด้วยค่ะ
 
ประเทศเดนมาร์ก
 
 
 

16. กรุงโคเปนเฮเก้น
 
กรุงโคเปนเฮเก้น ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก และยังถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของยุโรปเลยก็ว่าได้เพราะก่อตั้งราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 10  ทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์เดนมาร์ก นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ผู้คนต่างเรียกเมืองนี้ว่าเป็นเมืองใน “เทพนิยาย” ด้วยความที่เมืองนี้เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติและบรรยากาศที่ดี นับเป็นเมืองที่น่าค้นหามากถ้าได้มาสัมผัสบรรยากาศจะต้องฟินแน่นอนค่ะ
 
 
17. พระราชวังหลวงอมาเลียนบอร์ก
 
พระราชวังหลวงอมาเลียนบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก เป็นพระราชวังฤดูหนาวตั้งอยู่ริมน้ำทางเหนือของตัวเมืองโคเปนเฮเกน สร้างขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นที่พำนักของเหล่าราชวงศ์ โดยบางส่วนของพระราชวังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้แวะเข้าไปเยี่ยมชม และมีพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กไว้จัดแสดงงานต่างๆ นอกจากนี้ตรงกลางลานแปดเหลี่ยมจะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของพระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 5 ทรงประทับอยู่บนหลังม้า ถือว่าเป็นรูปปั้นทรงม้าที่สวยงามที่สุดอันหนึ่งของโลกเลยทีเดียว  และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือการเปลี่ยนเวรทหารนั่นเอง โดยทหารจะเริ่มเดินขบวนจากพระราชวังโรเซนเบิร์กและไปสิ้นสุดที่พระราชวังอมาเลียนบอร์ก เพื่อเป็นการเปลี่ยนเวรยามตอนเที่ยงตรงของทุกวัน และถ้าธงของทางสำนักพระราชวังถูกชักขึ้นนั้นแสดงว่าพระราชินีมาร์เกรเธอที่ 2 ทรงประทับอยู่ภายในพระราชวัง นับเป็นบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวและยังเป็นสถานที่ถ่ายรูป ที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ
 
 
18. รูปปั้นเงือกน้อย
 
รูปปั้นเงือกน้อย ประเทศเดนมาร์ก หรือ  The Little Mermaid ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือริมอ่าวโคเปนเฮเกน ถือเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญ   ถูกสร้างขึ้น  โดย คาร์ล จาค็อบเซน บุตรชายของผู้ก่อตั้งบริษัทเบียร์คาร์ลสเบิร์ก ในปี ค.ศ. 1909 ได้รับแรงบัลดาลใจจากการดูบัลเล่ต์ เรื่อง The Little Mermaid เป็นอย่างมาก จึงได้จ้างศิลปินชาวเดนมาร์กชื่อ เอ็ดวาร์ด อีริกเซน มาปั้นรูปเงือกน้อย โดยนำแบบใบหน้ามาจากนักเต้นบัลเลต์ชื่อ เอลเลน ไพรซ์ ส่วนร่างกายที่เป็นหญิงเปลือยนำแบบมาจากภรรยาของตัวเขาเอง รูปปั้นเงือกน้อยนี้นั่งอยู่บนก้อนหิน มีขนาดความสูงประมาณ 1.25 เมตร น้ำหนักประมาณ 175 กิโลกรัม และบริเวณรอบๆ จะมีสวน Langelinie เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศ ชมนกนางนวลและหงส์ ทั้งยังมีเรือสำราญที่จอดเทียบท่าอยู่ เป็นที่นิยมของผู้คนมาปิคนิคกันกันอย่างมากเลยทีเดียว
 
 
19. พระราชวังคริสเตียนบอร์ก
 
พระราชวังคริสเตียนบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก เป็นอีกหนึ่งพระราชวังที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยพระราชวังได้มีการดัดแปลงเป็นที่ทำการรัฐสภาเดนมาร์กและเป็นสภาแห่งเดียวในโลก ที่มี 3 หน่วยงานราชการหลัก คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ด้านในนั้นมีห้องที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในพระราชวังแห่งนี้คือเดอะเกรตฮอลล์ (The Great Hall) ในห้องนี้คุณจะเจอกับพรมแขวนผนังของราชินี ซึ่งพรมผืนนี้สามารถบอกเล่าถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์กว่า 1,000 ปีของประเทศเดนมาร์ก นอกจากนี้ยังมีห้องรอยัลรีเซปชัน (The Royal Reception Rooms) ห้องหอคอย (The Tower Room) และห้องบัลลังก์วงรี (The Oval Throne Room) ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นห้องรับรองของทูตซึ่งเป็นคนสำคัญจากต่างประเทศอีกด้วยค่ะ
 
 
20. ปราสาทโรเซนบอร์ก
 
ปราสาทโรเซนบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก เป็นปราสาทที่ตกแต่งสไตล์ศิลปะแบบดัตช์เรอเนสซองส์ สร้างในสมัยพระเจ้าคริสเตียนที่ 4  ภายในและภายนอกตึกมีความงดงามและหรูหรามากๆ และมีพิพิธภัณฑ์ในบริเวณชั้นใต้ดิน ใช้เป็นที่เก็บเครื่องเพชร มหามงกุฎ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์  ในอดีตพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อใช้ในการพำนัก พักร้อนของเชื้อพระวงศ์ ส่วนด้านนอกกำแพงปราสาทจะมีสวนคิงส์การ์เด้นโดยอยู่รอบปราสาทเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ชาวโคเปนเฮเกนนิยมมาพักผ่อน ปิคนิค และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆค่ะ
 
 
ประเทศนอร์เวย์ 
 
 
 
 
 21. ออสโล
กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของธรรมชาติ โดย “ออสโล” ในความหมายแต่เดิมนั้นหมายถึง “ทุ่งหญ้าที่เชิงของเนินเขา” ปัจจุบันเรียกกันว่ากรุงออสโล เป็นเมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์  เป็นเมืองที่มีประชากรไม่เยอะ และถือเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก เป็นเมืองที่มีเกาะเยอะประมาณ 40 เกาะเลยทีเดียว เกาะใหญ่ที่สุดชื่อ Malmoya นอกจากนี้ยังมีทะเลสาบ 343 แห่งที่เป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญอีกด้วย ถือว่าเป็นเมืองแห่งธรรมชาติอีกเมืองหนึ่งทางแถบตอนเหนือของยุโรปเลยก็ว่าได้ค่ะ
 
 
22. ลานกระโดดสกีออสโล
 
ลานกระโดดสกีออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่โด่งดังแห่งหนึ่งของโลกที่มีแท่นกระโดดสูงถึง 60 เมตร สร้างจากเหล็กถึง 1,000 ตันเลยทีเดียว และยังถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของศูนย์รวมของการเล่นสกีในประเทศนอร์เวย์มานานกว่า 100 ปี โดยมีการจัดแข่งขันสกีกระโดดไกลครั้งแรก ปีค.ศ. 1892  และเคยเป็นสถานที่ใช้ในการแข่งขันครั้งตอนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว เมื่อปี 1952 อีกด้วย ถือว่าเป็นลานสกีระดับนานาชาติเลยก็ว่าได้ค่ะ
 
 
23. อุทยานฟร็อกเนอร์
 
อุทยานฟร็อกเนอร์ ประเทศนอร์เวย์ เป็นสวนประติมากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ สร้างโดย Gustav Vigeland ในปี ค.ศ. 1924 - 1943 มีขนาด ใหญ่ถึง 45 เฮคเตอร์ หรือประมาณ 281 ไร่ ซึ่งใหญ่มากๆค่ะ สวนแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานแสดงผลงานศิลปะประติมากรรม การแกะสลักรูปเหมือนจากหินแกรนิต และการหล่อรูปคนด้วยสำริดและทองแดง โดยผลงานทั้งหมดเป็นของ “กุสตาฟ วิคเกอร์แลนด์” ซึ่งมีผลงานมากกว่า 200 ชิ้นให้ได้ชม แต่ผลงานชิ้นเอกคือเป็นเสากลางอุทยานสร้างยาวนานกว่า 22 ปี  ชื่อ “Monolitten” รอบเสาแกะสลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฎจักรชีวิตมนุษย์ ลักษณะของเสาจะเป็นรูปคนเปลือยจำนวน 121 รูปปีนป่ายกันอยู่บนเสาเพื่อให้ไปถึงจุดสูงสุดของชีวิต สูงถึง 17 เมตรเลยค่ะ  นอกจากนี้ยังมีรูปอันโด่งดังอย่าง “Angry Littleboy” เด็กชายที่มีท่าทีโมโห และรูปปั้น “The Wheel of life” ที่สื่อถึงวงจรของชีวิต การเกิด, แก่, เจ็บ, และ ตาย ให้ชมกันค่ะ

 24. หมู่บ้านโกล

หมู่บ้านโกล ประเทศนอร์เวย์ เป็นอีกหนึ่งเมืองเล็กๆที่เป็นดั่งเมืองแห่งปากประตูสู่ดินแดนแถบฟยอร์ด ที่ยังคงรักษาประเพณี วัฒนธรรม วิถีชนบทรูปลักษณ์ดั้งเดิมของหมู่บ้านชนชาวนอร์สไว้ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  ทั้งวิถีชีวิตที่ส่งทอดต่อกันมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน            
 
 
25. เมืองเบอร์เก้น
 
 
เมืองเบอร์เก้น ประเทศนอร์เวย์ ในสมัยก่อนนั้นเป็นเมืองท่าเรือโบราณ เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของนอร์เวย์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเมืองที่มีอาคารต่างๆ หลากหลายสีสัน  ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ตั้งเเต่สมัยศตวรรษที่ 18 จะเป็นสไตล์บ้านไม้ที่มีความสวยงาม โดยได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองเเห่งเจ็ดขุนเขาของนอร์เวย์” ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ภูเขาสูง  และมีเส้นทางเดินป่า เเละมีกิจกรรมเล่นสกีในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกองค์กร UNESCO สถานที่ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเลยของเมืองเบอร์เก้นคือการนั่งรถกระเช้า Ulriken  เเละมองเห็นวิวใจกลางของเมือง  นอกจากนั้นมีท่าเรือฮันเซียติก ซึ่งเป็นท่าเรือโบราณที่มีความสวยงามอย่างมาก , พิพิธภัณฑ์บรีเก็น, พิพิธภัณฑ์ฮันเซียติก, ทะเลสาบ Lille Lungegardsvannet , ตลาดปลา Torget ก็ถือว่าเป็นอีกจุดของเมืองที่ไม่ควรพลาดค่ะ
 
 
26. ยอดเขา Flyoyen
 
ยอดเขา Flyoyen ประเทศนอร์เวย์ อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่เที่ยวยอดนิยมสำหรับการเดินป่าและปิกนิกในช่วงหน้าร้อนค่ะ หรือจะเล่นสกีในช่วงหน้าหนาวก็ได้เช่นกันค่ะ โดยเราสามารถขึ้นรถราง Floibanen ในใจกลางเมืองเบอร์เกนเพื่อขึ้นสู่ยอดเขา Floyen โดยรถรางจะออกทุกๆ 15 ถึง 30 นาที ค่ะ ซึ่งเราสามารถชมความงดงามของวิวทิวทัศน์จากสองฝั่งทางตลอดทางขึ้นยอดเขา ซึ่งมีความสูงประมาณ 320 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล  นอกจากนี้บนภูเขา Floyen ก็ยังมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ที่ไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วยค่ะ
 
 
 27. เมืองฟลัม
 
เมืองฟลัม ประเทศนอร์เวย์ เป็นเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในออร์แลนด์ฟยอร์ด (Aurlandsfjord) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศนอร์เวย์ ฟลัมถือเป็นจุดเทียบท่าเรือสำราญที่เป็นที่นิยมที่สุดในนอร์เวย์ค่ะ นอกจากเป็นท่าเรือที่สำคัญมากแล้ว ฟลัมยังเป็นสถานีปลายทางของฟลัมเรลเวย์ที่โด่งดัง รถไฟสายฟลัมนี้จึงได้รับฉายาว่า เป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วยค่ะ โดยรถไฟสายนี้จะพาผู้โดยสารเดินทางจากสุดเขตของออร์แลนด์ฟยอร์ด (Aurlandsfjord) และขึ้นภูเขาไปยังสถานีไมร์ดัล (Myrdal station) ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ และอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ห้ามพลาดก็คือจุดชมวิวสเตกาสไตน์ (Stegastein Viewpoint) จุดชมวิวนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 2006 ตั้งอยู่สูงถึง 650 เมตร และยื่นออกมาจากภูเขาถึง 30 เมตร จะพบกับวิวทิวเขาสลับซับซ้อนที่มีความสวยงามมาก สเตกาสไตน์จึงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการถ่ายรูปมากที่สุดของฟลัมค่ะ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผู้เดินทางไปฟลัมนิยมกันก็คือ การเดินชมธรรมชาติที่แนเรยฟยอร์ด (Nærøyfjord) และออร์แลนด์ฟยอร์ด (Aurlandsfjord) ที่น่าสนใจก็คือแนเรยฟยอร์ดนั้นเป็นฟยอร์ดที่แคบที่สุดในโลก และแนเรยฟยอร์ดก็ยังได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโกอีกด้วยค่ะ
 
 
28. ย่านวอร์คกิ้งสตรีทหรือถนนคาร์ลโจฮันเกท
วอร์คกิ้งสตรีท ประเทศนอร์เวย์ หรือถนนคาร์ลโจฮันเกทถือว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งย่านดังของเมืองออสโลและจุดหนึ่งในแลนด์มาร์กของนักท่องเที่ยว เพราะมีแต่สินค้าน่าช้อปมากมาย มีตั้งแต่แบรนด์เนมจนถึงสินค้าท้องถิ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะแบรนด์”H&M” ที่มีต้นกำเนิดในแถบสแกนดิเนเวีย และกระเป๋าเป้สะพานจากสวีเดนแบรนด์ “Fjallraven” หรือที่เราคุ้นในชื่อ “Kanken” ก็มีแบบให้เลือกมากมาย อย่างไรก็ตามการที่มาเดินเที่ยวในย่านนี้ ถึงจะไม่ใช่สายช้อปก็จะรู้สึกสนุกและฟินไปกับบรรยากาศโดยรอบได้ตลอดทั้งวันอย่างแน่นอนค่ะ
  
29.เมืองเกลโล่
เมืองเกลโล่ ประเทศนอร์เวย์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนอร์เวย์   เป็นเมืองแห่งสกีรีสอร์ทเลยก็ว่าได้  ที่พร้อมสำหรับการเล่นสกี ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยผู้คนที่รักการเล่นสกี ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ส่วนในฤดูร้อนจะกลายเป็นที่รวมของนักท่องเที่ยวเพื่อชื่นชมความงามของธรรมชาติ  นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเดินข้ามเขา กลุ่มนักตกปลา อีกด้วย
 
30.เมืองฮอนนิ่งสแวค
เมืองฮอนนิ่งสแวค ประเทศนอร์เวย์ เป็นชุมชนที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของโลก และเป็นนสถานที่ตั้งของท่าเรือในการขนถ่ายปลาทะเลที่สำคัญของประเทศ ที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชุมชนประมงที่เรียงรายไปด้วยตัวอาคารไม้ทาสีสดใส ไล่ระดับไปตามความสูงของที่ลาดเชิงผา  นอกจากนี้ยังมีสินค้าพื้นเมืองมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น เสื้อถัก, ไม้แกะสลัก, เครื่องเงิน และอื่นๆ อีกมากมาย  ส่วนรอบๆ ตัวเมืองเต็มไปด้วยความงามที่รอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามอีกด้วยค่ะ
 

31.นอร์ธเคป
 
นอร์ธเคป ประเทศนอร์เวย์ นั้นมีลักษณะแหลมเป็นแดนสวรรค์แห่งขั้วโลกเหนือ จุดหมายปลายทางเหนือสุดที่สำคัญของคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศนอร์เวย์ หลาย ๆ คนอาจรู้จักจากเรื่องราวของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ได้ทรงไปเยือน และได้มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระองค์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ ที่นี่มีทั้งพิพิธภัณฑ์และธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสไม่ว่าจะไปฤดูไหนต้องบอกเลยว่ามีความน่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการชม “พระอาทิตย์เที่ยงคืน” ในช่วงฤดูร้อน ชมแสงเหนืออันน่าตื่นตาในช่วงฤดูหนาว ธรรมชาติระบบนิเวศแห่งดินแดนอาร์กติกแห่งนี้น่าไปสัมผัสด้วยตัวเองมากจริงๆ ค่ะ นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีร้านอาหารให้นั่งทานอาหารชมวิวทิวทัศน์ทัศนียภาพอันงดงามของมหาสมุทรแปซิฟิก แหลมนอร์ธเคปป์ถือว่าเป็นจุดที่มีหน้าผาที่สูงสุดของทวีปยุโรปค่ะ โดยหน้าผามีความสูงอยู่ที่ 307 เมตร สู่ทะเลอาร์กติก ทะเลแห่งขั้วโลกเหนือ และสามารถชมปรากฏการณ์ความงดงามของพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ชัดเจนที่สุดได้ที่นี่ค่ะ
 
 
32.พิพิธภัณฑ์ไทย
 
พิพิธภัณฑ์ไทย ประเทศนอร์เวย์ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2532 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงเดินทางมายังนอร์ธเคปแห่งนี้เมื่อปี 1907 และเป็นบุคคลแรกๆ ที่ได้มายังสถานที่แห่งนี้ ภายในมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 พร้อมขณะฉายพระรูปพร้อมข้าราชบริพาร ณ บริเวณหินสลักพรปรมาภิไธย จ.ป.ร. โดยในปี ค.ศ. 1907หรือ ร.ศ. 126 ของเดือนกรกฎาคม พร้อมด้วยข้อมูลในการเดินทางเมื่อครั้งเสด็จมาเยือนนอร์เวย์และนอร์ธเคปในครั้งนั้น  และได้เยือนที่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ในยามเที่ยงคืนที่กล่าวกันว่าสวยที่สุดในโลก จากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงกระทำพิธีเปิดเมื่อปี พ.ศ. 2532 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  นับเป็นพิพิธภัณฑ์ไทยที่อยู่เหนือสุดของโลกค่ะ
 
 
33. พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง
 
 
 
 พิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้ง ประเทศนอร์เวย์ บรรพบุรุษของชาวนอร์เวย์ที่เดินทางไปทั่วยุโรปด้วยพาหนะนี้ ที่จะทำให้ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในอารยธรรมอันเจริญถึงขีดสุดของชาวไวกิ้งในอดีต  พิพิธภัณฑ์เป็นอาคารชั้นเดียว ที่จัดแสดงเรือไวกิ้ง 3 ลำ ที่สร้างจากไม้โดยขุดได้จากรอบ ๆ ออสโลฟยอร์ด และแสดงเกี่ยวกับเครื่องมือในชีวิตประจำวันมีอายุเก่าแก่กว่า 1,000ปี ชาวไวกิ้งใช้เรือในการรบ ทำการค้า และออกสำรวจหาดินแดนใหม่ ๆ เรือในพิพิธภัณฑ์เรือไวกิ้งที่เด่นสง่าคือ เรืออุสแบนนิ ยาว 22 เมตร ทำจากไม้โอ๊คใช้ฝีพายราว 30 คนคาดว่าสร้างขึ้นเพื่อกษัตริย์ไวกิ้งใช้ในการเดินทางระยะสั้น ๆ ในทะเล
 
 
ประเทศสวีเดน
 
 

34. สต็อคโฮล์ม
 
กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน นั้นตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกของสวีเดน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดน ทั้งยังเป็นที่ตั้งของรัฐบาลสวีเดน และที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของสวีเดน สต็อคโฮล์ม ถือว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในสแกนดิเนเวีย จึงได้รับฉายาว่า ความงามบนผิวน้ำ (Beauty on Water) หรือราชินีแห่งทะเลบอลติกค่ะ

 
35.ศาลากลาง
 
ศาลากลาง ประเทศสวีเดน หรือศาลาว่าการ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสต็อคโฮล์ม หรือเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวที่ชื่อว่า Stockholm City Hall โดยประวัติความเป็นมาของศาลาว่าการสต็อคโฮล์มนั้น ใช้ในการจัดเลี้ยง เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึงตัวอาคารสร้างด้วยอิฐแดงกว่า 8 ล้านก้อน และมุงหลังคาด้วยหินโมเสค ใช้ระยะเวลาในการสร้างประมาณ 12 ปีมาแล้ว และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1911  ปัจจุบันศาลาการแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานมอบรางวัลโนเบลระดับโลกอีกด้วยค่ะ
 
 
36.พิพิธภัณฑ์เรือรบวาซา
 
พิพิธภัณฑ์เรือรบวาซา ประเทศสวีเดน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บเรือรบวาซา VASA  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองสต็อคโฮล์ม  ซึ่งเรือวาซาเป็นเรือรบหลวงของสวีเดน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1626 และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1628  หรือในสมัยของกษัตริย์สตาฟที่ 2 ของสวีเดน (Gustav II Adolf)  ใช้เวลาในการสร้าง 2 ปี  กษัตริย์สตาฟที่ 2 สร้างเรือวาซาเพื่อจะให้เป็นเรือรบที่ยิ่งใหญ่ ทรงอานุภาพ และสวยงามที่สุดในเวลานั้น ตัวเรือทำจากไม้โอ๊ค 1,000 กว่าต้น ใช้คนงานในการก่อสร้างประมาณ 400 คน มีนายช่าง 2 คน เรือรบหลวงวาซาปัจจุบันมีอายุกว่า 389 ปี ค่ะ  โดยมีความสูง 69 เมตร หนัก 1,210 ตัน เวลาแล่นจะใช้กระแสลมในการแล่น กางใบเรือเต็มที่ทั้งหมด 10 ใบ มีช่องที่ใช้วางปืนใหญ่ทั้งหมด 64 กระบอก แต่ในปัจจุบันปืนใหญ่ของจริงเหลือแค่ 3 กระบอกเท่านั้น ส่วนหัวเรือจะแกะสลักเป็นรูปสิงห์ ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนกษัตริย์สตาฟ ที่ 2 ของสวีเดน นอกจากนี้แล้วยังมีงานแกะสลักขนาดใหญ่ตราแผ่นดินที่ใช้ประดับด้านท้ายเรือด้วยสีสันที่สดใสและมีการประดับตกแต่งด้วยรูปแกะสลักนับร้อยชิ้น จึงทำให้เรือวาซาเป็นสมบัติทางศิลปะที่โดดเด่นและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ค่ะ
 
 
37.เนินเขา FJALLGATAN
 
เนินเขา FJALLGATAN ประเทศสวีเดน เป็นเนินสูงริมทะเลสาบ เป็นจุดชมวิวจากมุมสูงแบบ 360 องศา โดยเราสามารถมองเห็นทัศนียภาพความสวยงามของท่าเรือสต็อคโฮล์มเกาะเมืองโบราณสแกนเซ็น และเมืองเก่าโอลด์ซิตี้ ที่รายล้อมไปด้วยท้องน้ำเกาะน้อยใหญ่ และบ้านเมืองที่สวยงามค่ะ
 
 
38. พระบรมมหาราชวัง
 

พระบรมมหาราชวังบนเกาะสตาเดน ประเทศสวีเดน เป็นพระราชวังหลวง ที่ตั้งอยู่บนเกาะสตาเดน ซึ่งมีความสง่างามตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยเรเนซองส์ เป็นที่พระทับของพระราชวงศ์สวีเดน และยังเป็นหนึ่งในพระราชวังที่งดงามมากที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของทวีปยุโรป สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1754 ภายในมีห้องต่างๆ ประมาณ 600 ห้อง ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ ในบรรดาห้องต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นนั่นก็คือ ห้องพระคลังวิหารหลวง ห้องโถงว่าการรัฐ และห้องพักของขุนนาง 
 
 
39. ย่านเมืองเก่า
Gamla Stan
 
เมืองเก่า Gamla Stan ประเทศสวีเดน นั้นมีมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งเมืองสตอกโฮล์ม เป็นส่วนที่เก่าแก่และมีความล้ำค่าทางประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งเลยค่ะ โดยป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังหลวง  และยังคงความคลาสสิคสมัยศตวรรษที่ 17  ที่ผสมผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยบริเวณพระราชวัง มีตรอกซอกซอยมากมาย  มีร้านค้ามากมายให้เราได้ช้อปปิ้งกันอีกด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านของขายกระจุกจิก  รวมถึงสิ่งตัวอาคารบ้านเรือนที่มีความสวยงามในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบสวีเดน ส่วนอาคารบ้านเรือนที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในปัจจุบันยังคงรักษาสภาพอาคารบ้านเรือนไว้ได้อย่างคงเดิมก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น Stortorget  จัตุรัสกลางเมืองเก่า และ Den Gyldene Freden  ภัตตาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วยค่ะ

 
40.จตุรัส Stortorget
 
จตุรัส Stortorget ประเทศสวีเดน เป็นจัตุรัสสาธารณะในเมือง Gamla Stan เมืองเก่าในใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นจัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดในสตอกโฮล์ม ถือเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ในกลุ่มเมืองยุคกลางค่ะ ทุกวันนี้จัตุรัสแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเป็นหมื่นๆ คนต่อปีหมุนเวียนกันเข้ามาเยี่ยมชม และบริเวณนี้ยังถูกใช้พื้นที่ในการจัดตลาดคริสต์มาสประจำปี ที่มีทั้งงานฝีมือและการจำหน่ายอาหารแบบดั้งเดิมทำให้เกิดเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียง อาคารและโครงสร้างที่โดดเด่นแห่งนี้อยู่ในใจกลางของที่ราบสูง Stadsholmen ซึ่งจัตุรัสนี้ไม่เคยเป็นสถานที่เก๋ไก่มีสไตล์อย่างศูนย์กลางของเมืองในยุโรปอื่นๆ ในช่วงยุคกลาง แต่อาคารนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและตึกรอบจัตุรัสยังคงมีเพิ่มไปทางทิศตะวันตก ยกเว้นอาคารตลาดหลักทรัพย์ที่ตั้งขึ้นทางด้านเหนือของจัตุรัสกับโบสถ์และพระราชวังค่ะ
 

ชมรายละเอียดเพิ่มเติม
 
ชมบทความอื่นๆ
 
 
ชอบบทความ เอฟวีนิวทัวร์ ทำยังไงนะ?
 1. กดแชร์ส่งต่อ ให้เพื่อนๆ อ่านกันได้ค่ะ
2. อย่าลืม กด Like กด Follow (ติดตาม) กันที่ช่องทาง Facebook, Instagram Twitter และ Subscribe ช่อง YouTube ของเราด้วยนะคะ 

  02-108-8666  
   
    
AVENUE INTER TRAVEL GROUP
    

#ทัวร์เอเชีย #หมู่บ้านกีธูร์น #เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์
#ทัวร์ยุโรป #ทัวร์คุณปั่น #ชำนาญยุโรป #ทัวร์เอเชีย # ทัวร์สุดคุ้ม #รับจัดทัวร์ #รับจัดทัวร์หมู่คณะ #เราชำนาญเส้นทางยุโรปและเอเชีย #ทัวร์เนเธอร์แลนด์#เช็คอินเนเธอร์แลนด์

Powered by MakeWebEasy.com